เทศน์พระ

โทษนั้น

๑๖ เม.ย. ๒๕๖๙

โทษนั้น

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ฟังธรรมะเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น ผู้ใดที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้ามีดวงตาเห็นธรรม นั่นน่ะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มันมี แต่เราเข้าไม่ถึงธรรมต่างหาก แล้วอ้างว่า ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม

ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม ทำไมไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของกิเลสในใจของเอ็งให้มันพัฒนาขึ้น ให้มันดีขึ้นล่ะ

อ้างว่า ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม

กิเลสต่างหากที่มันมีอยู่โดยดั้งเดิม แล้วก็กดหัวธรรมะให้เท่ากับความพอใจของตน

แล้วว่า ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม

กิเลสต่างหากมันแปลงร่างหลอกเอ็งอยู่

ถ้ามันเป็นจริงๆ ขึ้นมา เราทำความสงบของใจเข้ามาก่อนๆ ถ้าใจเราสงบระงับเข้ามาได้ เราจะรู้จะเห็นหมดน่ะ แล้วมันจะสังเวช มันจะสังเวชๆ เพราะครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นที่ข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติเพราะอะไร

เพราะจิตมันดิ้น จิตมันดิ้นรน เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย ถ้าดี ธรรมะกับเราเข้ากันได้ด้วยความราบรื่น วันไหนถ้ามันร้ายนะ สังคมรังแกเรา ธรรมะลำเอียง ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง

ลำเอียงตรงไหน เวลาถ้ามึงดี ทำไมมันเข้ากันได้ล่ะ เวลามันร้าย ทำไมมันลำเอียงล่ะ

เห็นไหม เพราะว่ามันว่า ถ้าธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม มันก็ต้องดีอยู่โดยดั้งเดิมตลอดไปสิ ไอ้นี่ทำไมเดี๋ยวมันดี เดี๋ยวมันร้ายล่ะ แล้วถ้ามันดีขึ้นมา แหม! มันราบรื่น มันมีแต่ความสุขไง

เวลามันร้าย เวลามันร้าย ถ้ามันถึงที่สุด เวลาคนซึมเศร้า ระวังนะ ต้องคนดูแลรอบข้าง เพราะเขาจะคิดฆ่าตัวตายทั้งนั้นน่ะ เวลาคนทำร้ายถึงชีวิตของตัว นั่นน่ะเวลามันร้าย มันร้ายขนาดนั้นน่ะ ร้ายทำลายถึงตัวเองนะ

อย่าเผลอนะ ใครมีญาติพี่น้องเป็นอย่างนั้นต้องคอยคุ้มครองดูแลเลย มันคิดแต่จบสิ้นชีวิตเท่านั้นน่ะ คิดแต่จะฆ่าตัวตายๆ ไอ้พวกซึมเศร้านั่นน่ะ

แล้วยังไปโทษเขาหรือ เพราะอะไร

เพราะซึมเศร้านี้เป็นอาการป่วย เพราะป่วย มันหายป่วยได้ไง เวลาป่วย มันจะคิดย้ำคิดย้ำทำอยู่อย่างนั้นน่ะ เวลามันหายป่วยแล้วมันพ้นจากความรู้สึกนึกคิดอันนั้นน่ะ

นี่ไง มันถึงว่า สิ่งที่เวลามันคิดมันจริงไหม เวลาป่วยมันย้ำคิดย้ำทำ เวลามันหายป่วย จบ โอ้โฮ! มันคิดได้ขนาดนั้น เสียว คิดถึงความรู้สึกแล้วเสียวสันหลังเลย

นี่พูดถึงการเจ็บไข้ได้ป่วยมันหายได้

กิเลสก็เหมือนกัน กิเลสที่ในใจ ในใจที่มันแก่นของกิเลส เพราะอะไร เพราะกิเลสเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเป็นล้านๆๆๆ ชาติ แล้วมันซึมซับมาขนาดนั้นน่ะ แล้วมันจะหายป่วยได้ไวๆ มันเป็นไปได้อย่างไร

มันจะหายป่วยๆ ดูสิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์แสนกัป คำว่า แสนกัป มันได้สร้างมาขนาดนั้น มันถึงหายป่วยไง

ไอ้เราป่วยซ้ำป่วยซาก แล้วให้กิเลสหลอกอีก ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราสร้างแต่คุณงามความดีของเรามา สร้างคุณงามความดีมานะ แล้วไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องทุกข์ใจ เวลาครูบาอาจารย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไปหวั่นวิตกอะไรกับใคร

เวลาเขาดีเขาชั่ว เขาก็ทุกข์ก็ยากของเขา

หลวงปู่เสาร์ท่านพาหลวงปู่มั่นออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เริ่มต้นขึ้นมามันทุกข์มันยากขนาดไหน พาตะลอนๆ นะ เข้าสู่ความที่สงบสงัด สถานที่วิเวก ที่เป็นสัปปายะ ที่มันเป็นความสงัด แต่ใจมันดิ้นพราดๆ เอาหัวใจให้มันสงบระงับเข้ามา สถานที่เป็นสัปปายะ แล้วหาหัวใจที่เป็นสัปปายะ ถ้าหัวใจที่เป็นสัปปายะที่มันดีงามขึ้นมา มันเริ่มปกติสุขไง พอเริ่มปกติสุข เห็นไหม สมถกรรมฐาน เริ่มปกติสุขคือเริ่มต้นที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้ได้

ถ้ามันไม่เริ่มปกติสุขขึ้นมา มันจะไปทำอะไร มันก็ตีโพยตีพาย มันก็ว่าโลกรังแก มันก็โทษแต่คนข้างนอกหมดเลย แล้วยังไม่ดีนะ ยังโทษพ่อโทษแม่อีกนะ พ่อแม่ทำให้เกิดแล้วพ่อแม่ไม่รับผิดชอบ

โอ๋ย! เวรกรรม ไปนู่นเลยนะ ไปโทษพ่อโทษแม่อีกต่างหากนะ

พ่อแม่ทำให้เกิดมา พ่อแม่ไม่รับผิดชอบชีวิตของเรา

อ้าว! แล้วพ่อแม่ก็มีปู่ย่าตายาย ปู่ย่าตายายทำให้เกิดพ่อเกิดแม่ ปู่ย่าตายายก็เสียไปแล้ว แล้วพ่อแม่เราจะไปตีโพยตีพายเอาจากใคร แล้วพ่อแม่เราก็มีครอบครัว ก็มีเราขึ้นมานี่ไง แล้วยังตีโพยตีพายว่าพ่อแม่ทำให้เราเกิดมา แล้วพ่อแม่ไม่รับผิดชอบ พ่อแม่ไม่ทำให้เราสมความปรารถนา

นี่ความเห็นของกิเลส

เวลาครูบาอาจารย์เราไม่โทษใครทั้งสิ้น คารวะ ขอบคุณ ขอบบุญขอบคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ขอบคุณๆ ขอบคุณที่ทำให้เราเป็นคนขึ้นมาได้ แล้วทำให้เรามีอำนาจวาสนาไง เวลามาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เรามีสติมีปัญญาของเรา ไม่โทษใคร โทษตัวเราทั้งนั้นน่ะ

นี่ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ชี้ทางให้แล้ว วิธีการบอกแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหากเป็นผู้ขวนขวายขึ้นมา

เพราะอะไร

เพราะเธอต่างหากที่ตะเกียกตะกายด้วย กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ด้วยผลเวรผลกรรมของเธอที่เธอทำมา

แล้วเวลาปัจจุบันนี้ด้วยบุญด้วยกุศลนะ เวลาเกิดมาเป็นฆราวาส เขาก็มีสิทธิตามกฎหมายของเขา สิทธิมนุษยชน มีสิทธิเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพมันก็เรียกร้องสิทธิ์ เรียกร้องสิทธิ์แล้วความสุขความสงบในใจล่ะ

เวลามาศึกษาพระพุทธศาสนา เราไม่เรียกร้องสิทธิ์ เราได้สิทธิ์แล้ว เราได้สิทธิ์สมบูรณ์แบบด้วยการเกิด ได้สิทธิ์สมบูรณ์แบบด้วยการบวช อุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่อยู่แล้ว เป็นสงฆ์ด้วยกัน แต่อยู่ที่เราจะเอาบุญหรือเอาบาปเท่านั้นแหละ เอาดีเอาชอบ หรือเอาเลวเอาทราม ถ้าเอาดีเอาชอบ เราก็ขวนขวายการกระทำของเรา ขวนขวายๆ ความเพียรชอบ ได้เหงื่อได้ไคลทั้งนั้น

มีคนถามประจำ ถือธุดงควัตรแล้วได้อะไร

ได้เหงื่อ ได้เหงื่อ ซ้อนผ้าบิณฑบาต กลับมาเหงื่อแฉะเลย

หลวงพ่อ ถือธุดงควัตรแล้วได้อะไร

ได้เหงื่อไง ได้เหงื่อได้ไคลนี่ไง แต่ร่างกายแข็งแรง หัดเดินจงกรม เดินจงกรมบ่อยครั้งเข้า ร่างกายนี้สมบูรณ์แบบ

การเดินจงกรม อานิสงส์ของการเดินจงกรมนะ เจ็บไข้ได้ป่วยน้อยลง เจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกาย สุขภาพกายแข็งแรงขึ้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเบาบางลง ถ้าไม่หาย หมอก็วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น เพราะโรคภัยไข้เจ็บมันแสดงตัว แต่เวลาร่างกายมันอ่อนแอ โรคภัยไข้เจ็บเหยียบย่ำทำลาย แล้วไปหาหมอ หมอก็หาไม่เจอ เพราะอะไร เพราะสุขภาพมันอ่อนแอ เคมีต่างๆ มันไม่เข้มแข็ง มันตรวจหาไม่เจอ

เห็นไหม อานิสงส์ อานิสงส์การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา สุขภาพกายแข็งแรง แล้วถ้ามีอำนาจวาสนา สุขภาพจิต สุขภาพจิตนี้สำคัญ

ข้อวัตรปฏิบัติมันเป็นเครื่องอยู่ของใจไง

คนเราฝึกหัดปฏิบัตินะ พระอาชีพ เดินจงกรมเป็นอาชีพ ๒๔ ชั่วโมงทั้งชีวิต หลวงปู่ขาวเป็นพระอรหันต์ มีทางเดินจงกรม ๓ เส้น ถวายพระพุทธเจ้า ถวายพระธรรม ถวายพระสงฆ์ทุกวัน หลวงปู่ขาวมีทางเดินจงกรม ๓ เส้น พระอรหันต์นะ

หลวงปู่มั่น ถ้าพักผ่อน ถ้าเสร็จแล้ว เทศนาว่าการคุ้มครองดูแลสัทธิวิหาริก แล้วก็เดินจงกรม นั่งสมาธิ วิหารธรรม มีแต่ความสุข

ความสุขเกิดจากการเดินจงกรม การนั่งสมาธิภาวนา ไม่ใช่เกิดกระแสสังคม กระแสโลก

ไอ้ที่ปั่นๆๆ กันอยู่นี่ กระแส กระแสเวลามันปั่นนะ ไอโอมันขึ้น โอ้โฮ! ขึ้นเต็มที่เลย เดี๋ยวก็ทรุดลง มันมีอะไรบ้าง นี่ไง จรวดยานอวกาศไปนอกโลกก็ยังต้องกลับมา ถ้าไม่กลับมาก็เป็นขยะอวกาศ มันมีอะไรคงที่ มันเอาความสุขที่ไหน มันจะหาอะไร

แต่ครูบาอาจารย์เรา หลวงปู่ขาว หลวงปู่มั่น ท่านมีความสุข มีความสุขเพราะฉลาดไง วิมุตติสุขๆ ไม่พาดพิงในวัฏฏะในโลก เพราะในโลกเป็นของคู่ สุขคู่กับทุกข์ ดีคู่กับชั่ว แล้วเราไปขวนขวายจะเอาแต่ดี จะปั่นกระแส จะให้สังคมทั้งสังคมเขายอมรับ แล้วกระแสอยู่ที่ไหน

น้ำมันแพงนี่ไง พลังงาน ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้นทุนมันต่ำ เพื่อมาบำบัดกระแสหรือ

นี่ก็เหมือนกัน ให้โทษแก่ท่าน โทษนั้น นี่ไง โทษนั้นๆ

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา โทษนั้นๆ ถ้าเป็นโทษล่ะ โทษนั้น ถ้าเป็นคุณล่ะ

เป็นคุณนะ ไม่เบียดเบียนตนและไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นคุณต้องจิตนั้นสงบระงับ ถ้าเป็นคุณ เป็นคุณ เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ทำสิ่งใดมันถูกต้องชอบธรรมทั้งนั้น มันไม่ลงไปทางต่ำ ไม่ลงไปทางเสื่อม นี่ไง ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นไปมันป้องกันตรงนี้ไง

เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันทุกข์แสนยากอยู่แล้ว เพราะกิเลสมันยิ่งใหญ่มาก สัญชาตญาณความรู้สึกของคนมันยิ่งใหญ่ มันยิ่งใหญ่เพราะมันครอบงำพุทธะอันนั้น มันครอบงำหัวใจของคน คนเราเกิดมา ปฏิสนธิจิตวิญญาณ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ตัวจิตนั้นตัวสำคัญ ตัวจิตตัวนั้นคือตัวภวาสวะ

หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ไง ในธรรมชุดเตรียมพร้อม นี่ไง แสงสว่างคืออวิชชา ความสว่างไสว ความผ่องใส นั่นน่ะอุปกิเลส ๑๖ ไง ความว่าง โอภาส กิเลสอย่างละเอียด

กิเลสอย่างหยาบๆ คืออารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ ที่เหยียบย่ำทำลายเรานี่ ที่กระทืบหัวใจเรา นี่กิเลสอย่างหยาบๆ เพราะมีทั้งสัตว์ ทั้งมนุษย์ ทั้งปุถุชนคนหนา มีไปทั่ว อารมณ์ความรู้สึกของคน ใครไม่มี

“ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติ โอ๋ย! เวลาจิตมันผ่องแผ้ว ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม”

อวิชชาล้วนๆ อุปกิเลส ๑๖ นั่นน่ะตัวเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิมเพราะมันไม่ทำอะไรเลย มันอยู่โดยดั้งเดิมก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

แต่ถ้ามันจะฝึกหัดปฏิบัติกันอยู่นี่ไง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาที่พยายามจะให้มันสงบระงับนี่ไง

โทษนั้นๆ หรือคุณนั้น

ถ้าเป็นโทษนั้น โทษนั้นก็เหยียบย่ำทำลายหัวใจของตน

ถ้าเป็นคุณนั้น คุณนั้นก็คารวะเคารพนบนอบครูบาอาจารย์ ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมตตาธรรม กรุณา เมตตา ปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พวกเราเข้าไม่ถึงกันเอง ชาวพุทธไร้สาระ มันเป็นสัญชาตญาณ เป็นวิทยาศาสตร์ไง เขาเรียกโลกียะ เรื่องโลก โลกียะก็เกิดจากเรา เกิดจากจิต เกิดจากความรู้สึกอันนี้

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานี่แหละ วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ถ้ามันชอบธรรมขึ้นมา เอ๊อะ! เอ๊อะ! ภาวนามยปัญญาไง ปัญญาการชำระล้างกิเลสไง แล้วมันก็ระงับดับเป็นอย่างหยาบๆ เข้ามา อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างละเอียดสุด แล้วมันทำอย่างไร

โทษนั้นๆ โทษนั้นก็กรรมไง โทษนั้นคือการกระทำของเราไง โทษนั้น

ให้โทษแก่ท่าน โทษนั้น

เราจะเอาคุณหรือเอาโทษ

ถ้าเราจะเอาคุณไง เราไม่เอาโทษ โทษมันมีอยู่แล้ว โทษมันย่ำยีหัวใจเราอยู่แล้ว โทษนี่โคตรทุกข์เลย หมุนจนหัวปั่น

ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัตินะ แสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีงามที่ชี้ช่องทาง หัวปั่นเลย เวลามันหมุนติ้วๆ มันไปไหน มันไปอย่างไร แล้วหนทางอย่างไร

องค์การ NASA เวลาเขาจะปล่อยจรวด ทดสอบแล้วทดสอบอีก กำลังจะออกยิงจรวด ถ้ามันขัดข้อง ระงับ เลื่อน

ทดสอบแล้วทดสอบอีกนะ ถ้าปล่อยไประเบิดกลางอากาศ งบประมาณนั้นเท่าไร แล้วถ้าเที่ยวบินนั้นมีนักบินอวกาศไปด้วย ตายหมด ถ้าเที่ยวบินนั้นส่งจรวด ส่งดาวเทียม ไม่มีสิ่งมีชีวิต นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเที่ยวบินนั้นตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกๆ กว่าจะมั่นใจแล้วตัดสินใจ สาม สอง หนึ่ง จุดระเบิด ไปแล้ว ประสบผลสำเร็จหรือไม่ประสบผลสำเร็จ

เวลาฝึกหัดปฏิบัติของเรา ในหัวใจของเรามันมีสิ่งใดที่เกิดขึ้นในหัวใจเราบ้าง ถ้าสิ่งใดเกิดขึ้นในหัวใจเราบ้าง นี่ไง ในการทดสอบในวงกรรมฐานไง ธมฺมสากจฺฉา เอตฺมมงฺคลมุตฺตมํ

จิตเราเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เราตรวจสอบกับครูบาอาจารย์ ถ้าครูบาอาจารย์ตรวจสอบอย่างนี้ไม่ได้ แสดงว่าท่านไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ โอ้โฮ! ไอ้นี่มันเริ่มต้นไง

การปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นนี่ เพราะเริ่มต้นจากวิทยาศาสตร์ จากโลก จากการยึดมั่นถือมั่น จะให้เป็นข้อเท็จจริงไง

สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิถ้ามันปล่อยวางเข้ามา

แล้วสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ ต่อเมื่อเอ็งหลงผิดไป

เวลาประพฤติปฏิบัติไป โทษนั้นหรือคุณนั้น ถ้าเป็นโทษนั้น โทษอะไร โทษของใคร แล้วถ้าเป็นโทษนั้น เอาแล้ว อาจารย์ลำเอียงแล้ว เวลากูปฏิบัติไม่ยอมรับสักที เวลาเห็นคนอื่นรับเอาๆ เวลากูไม่ได้เลยอย่างนี้

มันไม่มีหรอก ความจริงเป็นความจริง ไม่มีใครจะไปคัดค้านความจริงได้ อริยสัจ สัจจะความจริง ข้อเท็จจริงนั้น ใครจะไปโน้มน้าวให้มันผิดพลาด เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าไม่ถึง มันก็ตะเกียกตะกายเข้าไม่ถึงเหมือนกัน ถ้ามันตะเกียกตะกายเข้าไม่ถึง เราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราสิ

ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา เวลามันเป็นจริงขึ้นมาแล้ว โอ้! เรากล่าวตู่ เราเพ่งโทษคนอื่นมาตลอด มันไม่จริงเลย เว้นไว้แต่โทษนั้น โทษนั้นคือการเหยียบย่ำทำลายของกิเลส โทษนั้นไง กรรมชั่วไม่ใช่คุณนั้น

ถ้าโทษนั้นนะ พอมันไปแล้ว เอาโทษนั้นไปบีบบี้สีไฟคนอื่น แล้วเอาโทษนั้นน่ะ ถือเอาโทษนั้น มันก็เหมือนกับอาวุธที่ทำลายตนเอง แล้วก็ทำลายคนอื่น ทำลายตนเอง ทำลายตนเองให้ห่างไกลจากธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่ถ้ามีสติมีปัญญานะ โทษนั้นๆ พิสูจน์ตรวจสอบสิ โทษนั้นๆ มันจะเป็นโทษนั้นได้เพราะว่าเรามีสามัญสำนึก เรานึกขึ้นมาได้ เรามีสติสัมปชัญญะเท่าทันกับความรู้สึกนึกคิดของเรา ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะเท่าทันความคิดของเรา ก็เหมือนการฝึกหัดปฏิบัตินี่

ถ้ามันเท่าทันความคิด ถ้ามันเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันจะเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือมันจะหยุด หยุดจากโทษนั้นไง สติปัญญาเราเท่าทันโทษนั้น เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกที่เห็นผิดนั้น เห็นโทษของอารมณ์นั้นที่มันย่ำยีหัวใจของตน แล้วมันกำลังจะไปกระทืบคนอื่นไง มันย่ำยีหัวใจของตน โทษนั้น ยึดโทษนั้น แล้วเอาโทษนั้นเบียดเบียนคนอื่นไง

สติปัญญามันเท่าทันโทษนั้นๆ โอ้โฮ! คอตกนะ คอตกทุกทีล่ะ คอตกเพราะ โอ! มันฉุดกระชากลากไปนะ เบียดเบียนตน ถ้ามีสติสัมปชัญญะมันก็รู้ว่าเบียดเบียนตน ถ้ามันขาดสติสัมปชัญญะ มันไปกับเขา มันมอบกายถวายชีวิตกับโทษนั้น กับความเห็นผิดนั้น แล้วยึดมั่นถือมั่นความผิดนั้น แล้วก็จะไปทำลายคนอื่นแล้ว เอ็งต้องทำอย่างนี้ๆๆ ไอ้เรามันก็โทษนั้นอยู่แล้ว แล้วคนอื่นไปทำ มันจะไปไหนล่ะ

ถ้าสติสัมปชัญญะมันเท่าทันนะ คุณนั้น คุณนั้นคือสติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม มันจะหยาบ มันจะละเอียด มันก็อยู่ที่วาสนาของเรา วาสนาของเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันมีคุณกับเรา

คนเรานะ หิวกระหายเจียนตาย ดูสิ เวลาเกิดภัยพิบัติ แล้วผู้ที่เข้าไปกู้ภัยๆ ที่เขาจะยื่นให้ก่อนก็คือน้ำ เขาจะให้ดื่มน้ำแต่เล็กแต่น้อยก่อน มันหิวมันกระหายไง ชีวิตนี้มันขาดน้ำไม่ได้ ชีวิตนี้มันอ่อนไหวมาก เวลาเจอคนที่เกิดภัยพิบัติ เขาจะให้จิบน้ำ เขาจะให้รู้สึกตัวขึ้นมา ให้ความอบอุ่น นี่ไง คุณนั้น คุณนั้น

ถ้าเราฝึกหัด มันมีสติปัญญา สงบระงับของเราขึ้นมาบ้าง ชีวิตมันมีค่า แล้วหน่วยกู้ภัย บรรเทาสาธารณภัยเขามาช่วยเหลือ เห็นไหม ขอบคุณเขา

นี่ก็เหมือนกัน สติและปัญญาของเรา เวลามันเกิดขึ้น ฝึกหัดให้มันเกิดขึ้น

คนเวลาเกิดภัยพิบัติ กู้ภัย มันเป็นเรื่องของโลก แต่เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา หัวใจของเรา หัวใจของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนมีสามัญสำนึกขึ้นมาได้ ไม่โทษใคร

โทษนั้นๆๆ มันระหกระเหิน มันชักมันจูง มันบีบมันคั้น มันเอาเราระหกระเหินไป แล้วมันผูกมัดยึดมั่นกับโลก ยึดมั่นกับการกระทำ ยึดมั่นกับภวาสวะ กับโลกนี้ แล้วมีสติสัมปชัญญะเห็นโทษ เห็นโทษ เห็นโทษของมัน วางๆๆ เข้ามา เราจะทำคุณนั้นๆ ไง

บรรเทาสาธารณภัยไง ศีล สมาธิ ปัญญาไง ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ เข้าไปรักษาหัวใจของตนไง จิบน้ำ จิบน้ำให้มันสดชื่น มันจะตาย

จิตไม่เคยตาย เทวทัตลงนรกอเวจี ไฟขุมนรกเผาแล้วเผาอีกก็อย่างนั้น จิตไม่เคยตาย นี่ก็เหมือนกัน เวลามันโทษนั้น โทษนั้นขึ้นมาเหมือนจะตาย แต่ไม่เคยตาย เวลามันทำเป็นคุณงามความดีขึ้นมา อู๋ย! เสียว จะเป็นจะตาย

อะไรตาย

เวลาชีวะสิ้นชีวิตไป สิ้นชีวิตไปเพราะว่าเราทนอยู่ไม่ได้ หัวใจวายเฉียบพลัน ฟุบตายเลย นี่ความรู้สึกไง ความรู้สึกที่เราฝึกหัดปฏิบัติ เวลาถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา คุณนั้นๆ เห็นคุณเลยนะ เห็นคุณต่อเมื่อตั้งสติดีๆ แล้วเทียบกัน

โทษนั้นๆ น้อยเนื้อต่ำใจ บีบคั้นหัวใจ แล้วเอาแต่เรื่องกระแสสังคม กระแสต่างๆ บีบรัดเข้ามา แล้วก็จะไปตามมันๆ ให้เกิดกระแส ให้เป็นสังคมที่เชิดชูบูชา

กระแสก็ลมปากไง เป่าพรวดไป

ขนนกมันไปอากาศ เดี๋ยวมันก็ตก มันมีอะไร เราไปตื่นเต้นอะไร เราไปตื่นเต้นอะไรกับกระแสสังคม โลกกับธรรม มีสติปัญญาขึ้นมา ถ้ามันเท่าทันนะ คุณนั้นจะเกิด

ถ้าคุณนั้นจะเกิด มันเกิดเพราะอะไร

เกิดเพราะอำนาจวาสนาของเรา เพราะมันเป็นความคิดไง มันเป็นอารมณ์ไง มันเป็นสติปัญญาขึ้นมาจากนามธรรมนี่ไง เวลาถ้ากิเลสมันลากไป ไปหมดเลย โทษนั้น โทษนั้น โทษตัวเอง โทษคนอื่น โทษครูบาอาจารย์ โทษพระพุทธเจ้าสอนผิดเลยนะน่ะ

แต่ถ้ามีสติปัญญานะ เขกหัวตัวเองให้เยอะๆ แล้วตั้งสติให้ดี มันคิดได้ คิดได้ โอ้โฮ! เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เกิดในประเทศอันสมควร เกิดในประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นศาสนาที่ในประเทศไทยวัดวาอารามมากมาย เราเกิดมามันเห็นบุญเห็นคุณตลอด

แล้วเกิดมาเป็นมนุษย์มีอำนาจวาสนาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เช้าบิณฑบาตเลี้ยงชีพ สิ่งที่ในประเทศไทย ในพระพุทธศาสนา ประเพณีวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา เข้าพรรษา ออกพรรษาไง ผ้าอาบน้ำฝน ถวายสังฆทาน เชิดชูบูชาพระพุทธศาสนา ดำรงชีพ เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ชีวิตนี้ฝากไว้กับศรัทธาไทย สิ่งใดที่ทำขึ้น ทำขึ้นเพื่อพระพุทธศาสนาไง

แล้วถ้าเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม เวลาโยมเขาทำบุญใส่บาตร เขาก็อยากได้บุญได้กุศลของเขา เนื้อนาบุญของโลก เราเป็นพระ เป็นเนื้อนาบุญของโลก เวลาเขาทำบุญกุศล มันได้บุญกุศลสมกับที่เขาได้อาบเหงื่อต่างน้ำมาหรือไม่ แล้วเวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา

ถ้ามันเป็นโทษ โทษก็พาระหกระเหิน พาไปกระแสสังคม กระแสโลก นี่โลกส่งออก

ครูบาอาจารย์ของเราที่ดีงาม ให้มันเป็นธรรม เป็นธรรมคือตบะธรรม ตบะธรรมคือตั้งสติ ฝึกหัดสมาธิ เวลาฝึกหัดใช้ปัญญา เป็นตบะธรรมแผดเผา แผดเผากิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน

ถ้ามันเป็นโทษ มันก็ระหกระเหิน มันก็ฉุดกระชากลากไปให้เป็นโทษ แล้วชี้ ชี้โทษเขาทั้งนั้น ถ้าเป็นธรรมนะ กูผิดๆๆ เลยล่ะ ถ้าเป็นธรรมนะ กูผิดๆๆ ทั้งนั้นเลย เพราะอะไร มันไม่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา กาลเทศะที่สมควร

คนจะนอน เราควรจะให้ความสงบสงัดเขา คนจะทำงาน มันต้องมีเวล่ำเวลาของเขา คนจะกิน กาลเทศะ ความสมดุล เราใช้โอกาสนั้นผิดพลาด เราทำสิ่งใดผิดพลาดไปหมด เราก็ฝึกหัดของเราสิ ฝึกหัดดูจังหวะจะโคน ความสมดุลพอดี

เราคิดว่าเรามีอำนาจวาสนาจะโปรดสังคม เขากำลังจะพักผ่อน มันเป็นโอกาสพักผ่อนของเขา มันไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาแจกทาน

เวลาเขาจะแจกทานๆ เราก็บอกว่ามันไม่ควรจะกระทำ เพราะมันทำให้เกิดความเอิกเกริก มันไม่ใช่ที่ภาวนา

อ้าว! ไม่รู้ว่าใครผิด

ถ้ามันเป็นคุณๆ นะ กูผิดๆๆ ทั้งนั้นน่ะ แล้วฝึกหัดของเรา กาลเทศะ ความสมดุลพอดี แล้วมันเป็นเรื่องภายในแล้ว เป็นเรื่องภายใน ถึงเวลาแล้วเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มันจะมาพิจารณาสิ่งที่ชีวิตเราที่ผ่านมา หยาบ กลาง ละเอียด

คนที่ไม่นับถือไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เขาก็แปลกใจ ทำไมชาวพุทธทำไมจิตใจเขาเป็นธรรมอย่างนั้น อะไรก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ยิ้มสยามๆ

ยิ้มสยามนั้นก็เป็นเรื่องของโลกนะ แต่ถ้าเป็นเรื่องของครูบาอาจารย์ นั่นน่ะคือการประมาท

เวลาเราอยู่กับครูบาอาจารย์มา สิ่งใดที่เป็นโลกก็คือโลก ความดีของโลกก็เป็นความดีประจำโลก ความดีของธรรมๆ เรามาฝึกหัดปฏิบัติธรรม เราจะมาพัฒนาหัวใจของตน พัฒนาหัวใจของตนไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เทศนาว่าการได้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ยสะอีก ๕๕ ได้ชฎิล ๓ พี่น้องไง ๑,๐๐๓ องค์ไง

เธอพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธอเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ ๖๐ องค์ อย่าไปซ้อนทางกัน โลกนี้เขาเร่าร้อนนัก

ที่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็ต้องการหัวใจของเราให้มันพ้นทุกข์ๆ ถ้าพ้นทุกข์ มันเหนือโลกไหม มันจะมหัศจรรย์แค่ไหน แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ฐานที่จะตั้งแห่งการงาน ฐานที่จะรองรับความเป็นวิหารธรรม มันมีสติปัญญามากน้อยแค่ไหน

นี่หรือนักปฏิบัติ

นักปฏิบัติมันละเอียดรอบคอบ

ความคิดเร็วกว่าแสงนะ แล้วคิดวันหนึ่งคิดกี่ร้อยกี่แสนกี่ล้านครั้ง แล้วความคิดมันเสียดแทงใจแค่ไหน แล้วสติปัญญามันเท่าทันของมันไหม นี่ไง สิ่งที่โทษนั้นๆ น่ะ โทษนั้นหรือคุณนั้น

นี่โทษทั้งนั้นน่ะ โทษคือกรรม กรรมคือการกระทำ การกระทำถูกต้องหรือมิจฉา สัมมาหรือมิจฉาถูกต้องหรือผิดพลาด

แล้วแค่เริ่มต้นตั้งลำนะ ปืนจะยิง บรรจุลูกอย่างดี ปืนไม่มีลูก ปืนไม่มีลูกยิงถูกก็ไม่ตาย

ตั้งสติให้เป็นหรือไม่เป็น ตั้งสติให้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ปืนไม่มีลูกยิงถูกก็ไม่ตาย ปืนมีลูกถ้ามันลั่น ตายหมด นั่นปืนนะ ไอ้นี่กิเลสนะ ความรู้สึกนึกคิดของตน เลือกให้ดี ปืนจะบรรจุลูกหรือไม่บรรจุลูก ปืนมีลูกหรือไม่มีลูก

สติมีอยู่กับใจหรือไม่มี ความพร้อมมีอยู่กับใจหรือไม่มี

โทษนั้นๆ โทษนั้นถ้ามันเป็นโทษ มันก็เป็นโทษร่ำไป เราต้องฝึกหัดว่า สิ่งที่เป็นโทษๆ พลิกกลับมา เพราะอะไร เพราะความคิดไม่ใช่จิต เกิดจากจิต อารมณ์ความรู้สึกเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต แล้วจิตเป็นตัวกลาง แล้วเวลามันไป มันไปถูกหรือไปผิด

แล้วถ้ามันไปผิดแล้ว เราต้องมีสติปัญญาพัฒนากลับมา ถ้าพัฒนากลับมา มิจฉาหรือสัมมา โทษหรือคุณ ถูกต้องหรือผิดพลาด แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริง

นี่พูดถึงพระกรรมฐานนะ เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์ ท่านฝึกหัดสติก็นี่แหละ แล้วเวลาฝึกหัดสติไง หลวงตาพระมหาบัวท่านเล่าให้ฟังบ่อย หลวงปู่มั่นท่านตัดสบงเป็น ๕ ชิ้น สบง ๕ ชิ้น ให้พระเย็บคนละชิ้น คนละขันธ์ หลวงตาได้รับมาชิ้นหนึ่ง

ท่านเล่าประจำเลย แล้วท่านบอก คนที่มีสติมีปัญญา มีประสบการณ์ไง ท่านรู้เลย หลวงปู่มั่นท่านจะดูความละเอียดรอบคอบของคน

ท่านบอกนะ ความสามารถมีเท่าไรใส่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บางทีใส่ถึง ๓๐๐ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ให้ละเอียดรอบคอบ เย็บให้ตะเข็บมันดี ล้มให้มันชัดเจน แล้วท่านบอก เวลาเอา ๕ ขันธ์ไปรวมกัน เย็บให้เป็นสบงไง ท่านบอกเลย ของเราที่ ๑ นี่หลวงตาพระมหาบัว

หลวงปู่มั่นฝึก ฝึกพระ ฝึกพระแม้แต่เย็บจีวร เย็บสบง ฝึกพระแม้แต่เช็ดบาตร ล้างบาตร ทำข้อวัตรปฏิบัติ ท่านดูนิสัยพระทั้งนั้นล่ะ คุณหรือโทษ

โทษนั้นๆ โทษของใคร

คุณนั้น คุณนั้นใครฝึกหัด ใครฝึกหัดคุณของใจ ใจมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมาเป็นของใคร

สิ่งมีชีวิตไง ธาตุรู้นี้ไง หาธาตุรู้ไม่เจอ หาใจของตัวเองไม่เจอ แล้วให้โทษนั้นลากไป ลากไป มีสติปัญญานะ จะสร้างคุณ สร้างคุณของใจเราเอง ใจของเราเองคือพุทธะ ใจของเราเองนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสถิตกลางหัวใจเราไม่ได้ เพราะเราไม่มีสติปัญญารักษาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่ามกลางหัวใจของเรา

หัวใจของเราแท้ๆ มีพุทธะ มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ แต่เราเองก็รักษาไม่เป็น เราเองก็หาไม่ได้ เราเองก็ไม่เจอ ถ้าเราทำของเราได้ เห็นไหม โทษนั้น โทษนั้นจะเป็นคุณนั้น คุณนั้น

คุณนั้นคือหัวใจของเรา คุณนั้นคือสติปัญญา เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม แล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้มันถูกต้องชอบธรรม มันจะเป็นคุณนั้นไง เราจะให้คุณกับเราด้วยภาคปฏิบัติ

ภาคปริยัติก็การศึกษาเป็นแนวทางเท่านั้น ถ้าภาคปฏิบัติปฏิบัติขึ้นมา เราจะเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสถิตท่ามกลางหัวใจของตน พุทธะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ตอนนี้ก็มี ตอนนี้ก็มีอยู่แล้ว แต่มันฟื้นฟูขึ้นมาไม่ได้ มันเห็นไม่ได้ มันถึงโทษนั้นๆ โทษเขา โทษเรา โทษไปหมด แต่ไม่ฝึกหัดให้เราเป็นจริง

ฝึกหัดแล้วเป็นจริงนะ คุณนั้น คุณนั้น คุณนั้นก็คุณหัวใจของเรา คุณนั้นก็คือคุณพุทธะ คุณนั้นก็เพราะเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์บวชมาเป็นพระ บวชมาเป็นพระ เป็นพระกรรมฐาน แล้วพระกรรมฐานกำลังฝึกหัดปฏิบัติ กำลังจะลงอุโบสถนี่ ให้มันมีคุณนั้นขึ้นมาท่ามกลางหัวใจด้วยสติด้วยปัญญาของตน เอวัง